ในโลกที่ทุกคนพูดถึงความเท่าเทียมมากขึ้น แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังขาดโอกาสในการทำงานและมักถูกมองข้ามอยู่เสมอ นั่นคือกลุ่มคนพิการ
ทุกคนรู้ไหมว่าคนพิการทั่วโลกมีถึง 1,300 ล้านคน แต่มีเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น ที่มีโอกาสได้ทำงานในบริษัทหรือองค์กรต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า คนพิการยังขาดโอกาสที่จะได้ทำงานอย่างเท่าเทียมในสังคม
เพราะเราเชื่อว่าถึงแม้ว่าเราจะเกิดมามีความแตกต่างหลากหลาย แต่เราทุกคนย่อมมีศักยภาพ และความสามารถในแบบของตัวเอง ควรจะได้รับโอกาสในการจ้างงานจากสังคมอย่างเท่าเทียม จึงเกิดแคมเปญ “Thisability” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนพิการได้ทำงานอย่างเท่าเทียม รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคนพิการให้ผู้ประกอบการ เพื่อจะให้คนพิการได้มีโอกาสแสดงศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่
แสนสิริ และ HABITO MALL จึงเปิดประตูสู่โอกาสให้ วา – มนัสชญา ผู้พิการทางการได้ยิน ได้ทำงานอย่างเท่าเทียม
วันนี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับชีวิตของสาวแกร่ง ไร้เสียง ผู้พร้อมเรียนรู้ ไม่เคยยอมแพ้ และมองว่าตัวเองใช้ชีวิตได้ไม่ต่างจากทุกคน การถูกปฏิเสธงาน และแนวคิดที่เติมพลังใจ ให้ตัวเองกลับมาลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง รวมถึงเสียงสะท้อนจากคนพิการที่เคยถูกปฏิเสธงานและผู้ประกอบการที่อยากให้คนพิการได้มีโอกาสทำงานอย่างเท่าเทียม
รับชมวิดีโอเพิ่มเติมคลิก https://siri.ly/KHfDjH2


วา – มนัสชญา คนพิการทางการได้ยิน
เติบโตแบบไร้เสียงพูด แต่พยายามเรียนรู้
วาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวของคนหูได้ยินและสื่อสารได้ปกติ ตอนเด็กเราสื่อสารกับแม่ลำบากอยู่เหมือนกัน วาพูดไม่ได้เลยใช้ภาษากายกับพ่อแม่ จะกินก็จะชี้ไปที่ปาก จับสีหน้าท่าทางของพ่อแม่ หรือฝึกอ่านปากพ่อแม่
วาเรียนรู้ภาษาตอนเริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล วาเรียนร่วมกับคนหูดี ทำให้คอยจับคำพูดเพื่อนจึงทำให้วาเรียนรู้ภาษาได้มากขึ้น วาเรียนจนถึง ป.1 ครึ่งเทอม จนเริ่มเขียนได้ ค่อยย้ายไปเรียนโรงเรียนคนหูหนวก และเรียนที่นั่นจนจบ ม.6
หลังจบ ม.6 แล้วเลือกเรียน ปวส. ที่วิทยาลัยในจังหวัดสุรินทร์ก่อน แล้วย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีปัจจุบันเรียนอยู่ปี 3 คณะบริหารธุรกิจ
การเรียนมหาวิทยาลัยไม่มีปัญหา เพราะทางมหาวิทยาลัยมีล่ามภาษามือให้ ทำให้วารู้สึกอุ่นใจ ถ้าวันไหนไม่มีล่ามอาจารย์จะเขียนบนกระดานให้แทน ทำให้วาเรียนรู้ไปตามวัยได้
ถูกปฏิเสธงาน สู่ประตูแห่งโอกาสเมื่อแสนสิริสะพานแห่งโอกาสให้ได้ทำงาน
เมื่อว่างจากเวลาเรียนวาจึงอยากทำงานพิเศษ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่และหาประสบการณ์ แต่การหางานของวา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เคยไปสมัครงานที่หนึ่งและเขาก็ตอบกลับมาว่าไม่ผ่าน วาสมัครงานอีกหลายที่ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารหรือโรงแรม แล้วก็ไม่ผ่านอีกเช่นเดิม
ตอนแรกก็รู้สึกเสียใจ แต่พอได้กลับมาทำความเข้าใจและปรับมุมมองใหม่ ก็คิดได้ว่า
“เราไม่ได้มีโอกาสแค่ครั้งเดียว ไม่เป็นไรถ้าเขาจะไม่รับ เราก็ให้กำลังใจตัวเอง และเดินหน้าต่อ เพราะวาเชื่อว่าสักวันต้องมีสักที่ที่เหมาะกับเรา”
จนสุดท้ายก็มาพบร้าน Fuzzypuppy Deli&Wine จากการที่ครูมาบอกให้ลองไปสมัคร เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่แสนสิริทำงานร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมกำลังเปิดรับสมัครคนพิการเข้าไปทำงานที่ Habito Mall วาจึงลองสมัคร แล้ววาก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์ จากนั้นร้านจึงเปิดโอกาสให้วาได้เข้ามาทำงาน
วาเริ่มจากการล้างจานและล้างผัก ก่อนจะเริ่มเตรียมอุปกรณ์ หลังจากนั้นพี่ยู (เพื่อนร่วมงาน) ก็ช่วยกันสอนงานวา ให้ลองทำอาหารและเครื่องดื่ม แต่สิ่งที่วากลัวและกังวลคือ เมนูภาษาอังกฤษ ซึ่งวาไม่ค่อยเข้าใจ แต่วาก็จะพยายามถามด้วยการเขียนและเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนตอนนี้ก้าวผ่านความกลัว จำชื่อและวิธีทำเครื่องดื่มรวมถึงเมนูภาษาอังกฤษได้ ทำอาหารและเสิร์ฟอาหารได้อย่างคล่องแคล่ว
ซึ่งทำให้เห็นว่า ถ้าคนพิการได้รับโอกาสในการลงมือทำ เขาจะทำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าใครบางคนมีโอกาสได้ร่วมงานกับคนพิการอาจจะสามารถลบภาพจำในอุดมคติของคนพิการได้ ด้วยศักยภาพและผลงานที่แสดงออกมา
สำหรับน้องวา ถึงแม้จะมีอุปสรรคในการสื่อสาร แต่ผลงานที่เธอทำก็พิสูจน์แล้วว่า เธอมีความสามารถและมีศักยภาพในการทำงานไม่แพ้คนปกติ
วาอยากจะบอกกับบริษัทหรือองค์กรอื่นๆ ว่า “อยากขอให้ทุกที่เปิดโอกาสให้คนพิการได้ลองทำผลงาน เพราะพวกเรามีความสามารถและมีความพยายามไม่แพ้ทุกคน ขอแค่ให้โอกาสพวกเรา พวกเราพร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง”
รวมถึงอยากให้กำลังใจคนพิการ อยากบอกว่าอย่าท้อ อย่าอาย เรามีความสามารถ ใจเราไม่พิการ ถ้าอยากทำงานก็กล้าสมัคร สู้ๆ ค่ะ
สุดท้ายนี้วาอยากขอบพระคุณบริษัทแสนสิริที่เป็นประตูสู่โอกาสให้วาได้มีงานทำ ให้วาได้กล้าออกจาก Safe Zone ก้าวผ่านความกลัวนะคะ
เพราะเราเชื่อว่าความมั่นใจ เกิดขึ้นเมื่อได้รับโอกาสและได้ลงมือทำ ทำให้ก้าวผ่านความกลัว และมีความกล้าในแบบของตัวเอง รวมถึงเกิดความภูมิใจในตัวเองและมั่นใจในการทำงานมากขึ้น”

ป๊อป – ชาคริต จตุพรพิเศษ Fuzzypuppy Deli&Wine
ผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการดึงศักยภาพคนพิการออกมา
ในมุมของผู้ประกอบการ การที่เราจะรับคนพิการเข้ามาทำงาน เราก็มีความวิตกกังวลมากอยู่เหมือนกัน ว่าเราจะดึงศักยภาพของคนพิการออกมาได้ยังไง หรือเราจะสื่อสารกับเขาได้อย่างไร
แต่สิ่งที่น้องทำให้ผมเห็นคือ น้องมีความพยายามอย่างมากที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่น้องมองว่ายากหรือไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น น้องไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ทุกครั้งที่น้องมีเวลาว่าง น้องจะนั่งศึกษาเมนูภาษาอังกฤษเสมอ ไม่เคยปล่อยเวลาว่างไปอย่างไร้ประโยชน์ ทำให้เห็นว่า ถึงแม้คนพิการจะมีข้อจำกัด แต่ความพยายามของน้องทำให้น้องสามารถทำงานได้ดีไม่แพ้ใคร
ตอนที่แสนสิริมีโครงการ Thisability เพื่อสนับสนุนการจ้างงานคนพิการ เราก็เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่อยู่ใน Habito ที่ได้เข้าไปประชุมกับบริษัทแสนสิริ เราอยากให้คนพิการมีงานทำอย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป
และอยากฝากถึงผู้ประกอบการอย่ากลัวว่า คนพิการจะทำงานให้ได้ไม่เต็มที่ให้คิดถึงศักยภาพที่พวกเขาทำได้ เพราะทุกคนก็มีความถนัดเป็นของตัวเอง
การให้โอกาสคนพิการได้เข้ามาทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองและหากสังคมโอบรับความหลากหลายจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นพิการ คนทีมีความหลากหลายทางเพศ หรือใครก็ตาม ทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตนถนัดและเกิดความภูมิใจ เพื่อให้สังคมเกิดความเท่าเทียมที่แท้จริง

แบมแบม ชนิสรา หน่ายมี Content Creator ของแสนสิริ
การจ้างงานไม่ควรถูกกำหนดกรอบอาชีพ
ในมุมมองของแบมในฐานะคนพิการคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์การสมัครงาน และถูกปฏิเสธการจ้างงาน แบมมองว่า ในการที่บริษัทต่างๆ จะรับคนพิการเข้าทำงาน โดยส่วนมาก เขาจะกำหนดกรอบอาชีพ หรือตำแหน่งที่คิดว่าคนพิการสามารถทำได้ เพียงไม่กี่อาชีพ เช่น เลขานุการ ประชาสัมพันธ์ แอดมิน แม่บ้าน ฯลฯ ซึ่งแท้จริงแล้วคนพิการบางคนอาจมีศักยภาพที่มากกว่านั้น แต่พวกเขาอาจถูกจำกัดศักยภาพ ด้วยความคิดที่ว่าเขาไม่มีศักยภาพมากพอที่จะทำได้ หรืออาจจะเพราะความไม่เข้าใจในความพิการและการทำงานร่วมกัน ทำให้คนพิการจำนวนมากไม่ได้รับแม้แต่โอกาสในการลองลงมือทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งมองในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ผิดที่เขาปฏิเสธ แต่ถ้าลองให้โอกาสเราเชื่อว่าสังคมจะได้เห็นว่าคนพิการสามารถทำอาชีพต่างๆ ได้อีกมากมาย
“แบมอยากให้บริษัทต่างๆจ้างงานคนพิการ โดยไม่ถูกจำกัดกรอบอาชีพ เพื่อจะได้มีโอกาสได้พิสูจน์ศักยภาพอย่างเต็มที่”
เพราะบางทีการจ้างงานคนพิการ อาจไม่ใช่แค่การรับเข้ามาทำงาน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานในศักยภาพที่เขามี โดยไม่ถูกตัดสิน บางทีคุณอาจจะมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาก็ได้
โครงการ Thisability จึงไม่ใช่โครงการที่แค่ให้โอกาสคนพิการได้ทำงาน แต่เป็นโครงการที่เห็นความสำคัญของการดึงศักยภาพของคนพิการออกมาเพื่อให้คนทุกคนมีโอกาสในการได้ทำงานอย่างเท่าเทียม
เพราะคนพิการก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เขาควรจะได้รับโอกาสในการทำงานเหมือนกับเราทุกคน

